ทั่วไป
๕ ธันวาคม ๒๕๖๘

รู้หรือไม่? ในช่วงแรกของการตั้งสนามหลวง ข้อสอบวัดบางแห่ง “หิน” ยิ่งกว่าข้อสอบกลาง!

ในสมัย ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ระบบการสอบ “สนามหลวง” (Central Exam) เพิ่งเริ่มตั้งไข่ ในขณะที่วัดบางแห่ง (เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร) มีการจัดการเรียนการสอนและสอบกันเองมานานจนเข้มข้น

สมเด็จพระมหาสมณะ (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงออกประกาศฉบับนี้เพื่อ “ลดความซ้ำซ้อน” โดยทรงอนุญาตให้ผู้ที่สอบผ่านจากวัดที่ได้มาตรฐาน สามารถนำผลสอบมายื่นเทียบวุฒิในสนามหลวงได้เลย โดยไม่ต้องสอบใหม่! นับเป็นต้นแบบของระบบการเทียบโอนความรู้ในวงการสงฆ์ไทย


💡 สรุปเกณฑ์การเทียบวุฒิ (ใครได้สิทธิ์บ้าง?)

จากประกาศฉบับนี้ มีการแบ่งเกณฑ์การยอมรับผลสอบไว้ดังนี้:

๑. กลุ่มที่ได้รับการยกเว้นสอบ (ผ่านจากวัด ยื่นใบรับรองได้เลย)

  • วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
  • วิชาธรรมวิภาค (รวมเรียกว่า ประโยค ๑)
  • วิชาวินัยบัญญัติ
  • วิชาพุทธานุพุทธประวัติ (รวมเรียกว่า ประโยค ๒)

๒. การเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “เปรียญ” (กรณีเก่งบาลีด้วย)

หากผู้ที่สอบวิชาสามัญ (ธรรมะ) ผ่านแล้ว สามารถสอบ “บาลี” (แปลอรรถกถาธรรมบท) เพิ่มเติมได้ จะได้เลื่อนสถานะพิเศษ ดังนี้:

ความรู้บาลีที่สอบเพิ่ม สถานะใหม่ที่ได้รับ สิทธิพิเศษ
แปลได้ ประโยค ๑ นักธรรมประโยค ๑ พิเศษ
แปลได้ ประโยค ๒ เปรียญธรรมประโยค ๒ เทียบเท่า เปรียญ ๓ ประโยค (ได้รับพระราชทานพัดยศ)

หมายเหตุ: สามเณรจะยังไม่ได้รับพัดยศ จนกว่าจะบวชพระและสอบวินัยผ่านก่อน


📜 เอกสารจดหมายเหตุฉบับเต็ม

(คงอักขระและสำนวนเดิม เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์)

🔍 เกร็ดความรู้ท้ายแฟ้ม

  • ทำไมข้อสอบวัดถึงยากกว่า?: ในช่วงแรกเริ่ม การสอบสนามหลวงยังเป็นการปูพื้นฐาน (นวกภูมิ) แต่วัดใหญ่อย่างวัดบวรนิเวศวิหาร มีการเรียนการสอนที่เข้มข้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว สมเด็จฯ ท่านจึงให้เครดิตกับวัดที่มีมาตรฐานสูง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผู้เรียน
  • เปรียญรามัญ: ระบบการสอบของพระสงฆ์ฝ่ายมอญ ซึ่งในสมัยนั้นได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ความสามารถในทางปริยัติสูง
แชร์บทความนี้
จำนวนการเข้าชม๑๔ครั้ง