รู้หรือไม่? ในช่วงแรกของการตั้งสนามหลวง ข้อสอบวัดบางแห่ง “หิน” ยิ่งกว่าข้อสอบกลาง!
ในสมัย ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ระบบการสอบ “สนามหลวง” (Central Exam) เพิ่งเริ่มตั้งไข่ ในขณะที่วัดบางแห่ง (เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร) มีการจัดการเรียนการสอนและสอบกันเองมานานจนเข้มข้น
สมเด็จพระมหาสมณะ (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงออกประกาศฉบับนี้เพื่อ “ลดความซ้ำซ้อน” โดยทรงอนุญาตให้ผู้ที่สอบผ่านจากวัดที่ได้มาตรฐาน สามารถนำผลสอบมายื่นเทียบวุฒิในสนามหลวงได้เลย โดยไม่ต้องสอบใหม่! นับเป็นต้นแบบของระบบการเทียบโอนความรู้ในวงการสงฆ์ไทย
💡 สรุปเกณฑ์การเทียบวุฒิ (ใครได้สิทธิ์บ้าง?)
จากประกาศฉบับนี้ มีการแบ่งเกณฑ์การยอมรับผลสอบไว้ดังนี้:
๑. กลุ่มที่ได้รับการยกเว้นสอบ (ผ่านจากวัด ยื่นใบรับรองได้เลย)
- วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
- วิชาธรรมวิภาค (รวมเรียกว่า ประโยค ๑)
- วิชาวินัยบัญญัติ
- วิชาพุทธานุพุทธประวัติ (รวมเรียกว่า ประโยค ๒)
๒. การเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “เปรียญ” (กรณีเก่งบาลีด้วย)
หากผู้ที่สอบวิชาสามัญ (ธรรมะ) ผ่านแล้ว สามารถสอบ “บาลี” (แปลอรรถกถาธรรมบท) เพิ่มเติมได้ จะได้เลื่อนสถานะพิเศษ ดังนี้:
| ความรู้บาลีที่สอบเพิ่ม | สถานะใหม่ที่ได้รับ | สิทธิพิเศษ |
| แปลได้ ประโยค ๑ | นักธรรมประโยค ๑ พิเศษ | – |
| แปลได้ ประโยค ๒ | เปรียญธรรมประโยค ๒ | เทียบเท่า เปรียญ ๓ ประโยค (ได้รับพระราชทานพัดยศ) |
หมายเหตุ: สามเณรจะยังไม่ได้รับพัดยศ จนกว่าจะบวชพระและสอบวินัยผ่านก่อน

📜 เอกสารจดหมายเหตุฉบับเต็ม
(คงอักขระและสำนวนเดิม เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์)
คลิกเพื่ออ่านประกาศแจ้งความฉบับเต็ม
แจ้งความ เรื่องรับความรู้องค์นักธรรมประโยค ๑ ประโยค ๒ ของผู้สอบได้ในที่อื่นมาแล้ว
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ พระมหาสมณะ รับสั่งให้แจ้งความว่า วัดที่ได้จัดการสอบความรู้องค์นักธรรมมานานแล้ว จนภิกษุสามเณรในวัดมีความรู้ธรรมวินัยเจริญขึ้น ได้สอบถึงพุทธานุพุทธประวัติมีอยู่ ความรู้ที่สอบได้ในวัดเหล่านี้ ในเวลานี้ ยังสูงกว่าความรู้ที่สอบในสนามหลวงที่เริ่มจัดขึ้นใหม่ สมควรจะรับความรู้ของผู้สอบได้มาแล้ว ไม่ต้องให้สอบใหม่
เพราะเหตุนั้น ภิกษุสามเณรผู้จะสอบความรู้องค์ของนักธรรมเปรียญธรรมประโยคพิเศษ จงนำใบสอบได้ในวัดที่อยู่ หรือในสำนักอื่นที่ครบประโยคแล้ว ยื่นต่อสนามหลวง คือ
- เรียงความแก้กระทู้ธรรม และตอบปัญหาธรรมวิภาค รวมเป็นประโยค ๑
- ตอบปัญหาวินัยบัญญัติ และตอบปัญหาพุทธานุพุทธประวัติ รวมเป็นประโยค ๒
ถ้าตรวจเห็นว่าใช้ได้ ก็จะรับความรู้นั้นว่าเป็นอันสอบได้แล้ว
- ถ้าแปลอรรถกถาธรรมบทประโยค ๑ ได้ นับว่าเป็น นักธรรมประโยค ๑ พิเศษ
- ถ้าแปลประโยค ๒ ได้ นับว่าเป็น เปรียญธรรมประโยค ๒ เหมือนเปรียญรามัญ เทียบได้กันกับเปรียญ ๓ ประโยค จะได้รับพระราชทานพัดยศอย่างเปรียญ ๓ ประโยค
แต่สามเณรยกวินัยบัญญัติไว้พลาง เมื่ออุปสมบทแล้ว ต้องสอบวินัยบัญญัติให้ได้ก่อน จึงจะได้รับพระราชทานพัดยศเปลี่ยน
ฝ่ายภิกษุสามเณรผู้แปลอรรถกถาธรรมบท ประโยค ๑ ประโยค ๒ ได้ไว้แล้ว เมื่อสอบความรู้องค์นักธรรมได้ในสนามหลวงก็ดี ในสำนักอื่นแต่สนามหลวงยอมรับก็ดี ก็จะได้รับนับเป็นนักธรรมประโยค ๑ พิเศษ และเปรียญธรรม ๒ ประโยค ดุจเดียวกัน
แจ้งความมา ณ วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๑=๒๔๕๕
(แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๑ พ.ศ. ๒๔๕๖. หน้า ๑๘๕-๑๘๖.)
🔍 เกร็ดความรู้ท้ายแฟ้ม
- ทำไมข้อสอบวัดถึงยากกว่า?: ในช่วงแรกเริ่ม การสอบสนามหลวงยังเป็นการปูพื้นฐาน (นวกภูมิ) แต่วัดใหญ่อย่างวัดบวรนิเวศวิหาร มีการเรียนการสอนที่เข้มข้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว สมเด็จฯ ท่านจึงให้เครดิตกับวัดที่มีมาตรฐานสูง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผู้เรียน
- เปรียญรามัญ: ระบบการสอบของพระสงฆ์ฝ่ายมอญ ซึ่งในสมัยนั้นได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ความสามารถในทางปริยัติสูง